เอ็นโกโล่ ก็องเต้ กับบทบาทที่เปลี่ยนไป

ngolos kantes

เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เขาได้รบการยกย่องให้เป็นมิดฟิลด์ตัวรับที่ดีที่สุดในโลก และเป็นเจ้าของสถิติคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สองสมัยติดต่อกัน กับสองทีม ก่อนที่จะสะสมดีกรีระดับสูงสุด ด้วยการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกปี 2018 ร่วมกับทีมชาติฝรั่งเศสได้เป็นผลสำเร็จ แต่ดูเหมือนว่าวันนี้ บทบาทหน้าที่ของเขากำลังเปลี่ยนไป

ngolo kante

นับตั้งแต่ เมาริซิโอ ซาร์รี่ เข้ามากุมบังเหียนในปี 2018 นายใหญ่คนใหม่ชาวอิตาลี ที่ยังใช้ระบบ 4-3-3 ตัดสินใจดันให้ก็องเต้ ขึ้นไปเล่นสูงขึ้น มีภาระหน้าที่ในการปั้นเกมรุกให้กับทีมด้วย แม้ว่าจุดเด่นของเขาจะเป็นมิดฟิลด์ตัวรับก็ตาม นั่นคือความเปลี่ยนแปลงแรกที่เขาต้องเริ่มปรับรูปแบบการเล่นกับเชลซี

ต่อมาในยุคของแฟร้งค์ แลมพาร์ด นายใหญ่อดีตตำนานของเชลซี ก็มาเปลี่ยนระบบการเล่นใหม่อีกครั้งเป็น 4-2-3-1 ซึ่งทำให้เขาต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ เพราะแม้ว่า ทีมสิงโตน้ำเงินครามจะเล่นมิดฟิลด์ตัวรับสองตัวก็ตาม แต่ก็องเต้ ยังต้องใช้ความสามารถของตัวเอง โฉบขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมเกมของการเล่นเกมรุกด้วยเช่นกัน นั่นคือ เขาต้องทำทั้งสองบทบาทควบคู่กันไปเลยทีเดียว

ngolo

การทำงานของก็องเต้ในฤดูกาลนี้ เขามักจะได้รับการจับคู่กับจอร์จินโญ่ ซึ่ง แฟร้งค์ แลมพาร์ดชื่นชอบและมองว่า เป็นคู่มิดฟิลด์ที่ลงตัวสำหรับเขา แต่ดูเหมือนว่า การที่ก็องเต้ถูกดันให้ยืนสูงกว่าตำแหน่งของจอร์จินโญ่ โดยมีหน้าที่วิ่งพล่านไปทั่วสนาม จะทำให้เกิดช่องโหว่มากขึ้นแทน และเป็นสาเหตุที่ภาระหนักจะไปตกอยู่ที่จอร์จินโญ่มากขึ้นเช่นกัน ส่งผลให้เชลซี มีเกมรับที่โดนโต้และเสียประตูง่ายเกิดขึ้น

อย่าลืมว่า ก็องเต้ เติบโตและมีชื่อเสียงในฐานะมิดฟิลด์ตัวรับระดับโลก แต่การเพิ่มภารกิจเกมรุกให้เขาด้วย โดยคาดหวังจะได้งานถึงสองงาน จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ ก็องเต้ จะปรับตัวได้ง่ายๆ เพราะหากจะคิดหาความสร้างสรรค์ในการโจมตีคู่แข่ง มันก็คงจะหาได้จาก็องเต้ ได้ไม่มากเช่นกัน เพราะเขาไม่ใช่มิดฟิลด์ตัวรุกธรรมชาติ

 kante

ปัญหาสำหรับก็องเต้ในเวลานี้ก็คือ หากเชลซียังเน้นที่จะใช้เกมรุกที่สนุกสนาน เพราะมีผู้เล่นตัวรุกชั้นนำอย่าง ติโม แวร์เนอร์, ไค ฮาแวร์ตซ์ และ คริสเตียน พูลิซิช รวมถึง เมสัน เมาท์ อยู่ในทีม และยังจะต้องการให้ก็องเต้ เติมขึ้นไปอีก มันจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่ และถ้า แฟร้งค์ แลมพาร์ด ยังยืนยันกับระบบนี้ ดีไม่ดี อาจจะกลายเป็นก็องเต้ ที่อาจจะต้องไปนั่งเป็นตัวสำรองมากกว่า

ทั้งนี้และทั้งนั้น นี่เป็นช่วงแรกของฤดูกาลใหม่ ที่ขุมกำลังใหม่ๆ ของทีม จำเป็นต้องได้เวลาในการจูนเข้าหากัน เพื่อให้เข้ากับแท็คติกที่แลมพาร์ดต้องการจะให้เป็น

แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว หากแลมพาร์ด มองถึงศักยภาพที่แท้จริงของก็องเต้ ว่าเหมาะที่ตรงไหนมากที่สุด เขาน่าจะรู้ดีว่า จะใช้งาน มิดฟิลด์ทีมชาติฝรั่งเศสรายนี้อย่างไร จึงจะได้งานที่เนี้ยบนิ้งที่สุดออกมาเหมือนกัน