ผู้ให้บริการแทงบอลออนไลน์ อันดับ 1 ของไทยให้บริการมานานกว่า 15 ปี

substitutions

หัวข้อบทความ

กำลังเป็นที่ถกเถียงกันทั้งในวงการฟุตบอลลีกสูงสุดอังกฤษ และในโลกโซลเชี่ยลเลยนะครับ ว่าสุดท้ายแล้ว การเปลี่ยนตัวผู้เล่น มันควรจะต้องเป็น 3 หรือ เป็น 5 ในช่วงเวลาแบบนี้

จากการที่ผู้เล่นของ ลิเวอร์พูล หลายต่อหลายราย เจอกับปัญหาอาการบาดเจ็บ ต้องขอย้ำเลยนะครับว่า ลิเวอร์พูล เพราะว่าทีมอื่นๆ นั้นไม่ได้ประสบกับปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บเท่านี้เลย

premier league

ถ้านับถึงปัจจุบัน โชคดีที่ว่าทีมได้ ฟาบินโญ่ กลับมาช่วยได้ในเร็ววันนี้ เท่ากับว่าปัจจุบัน ลิเวอร์พูล จะขาดกองหลังถึง 3 รายนั่นคือ เวอร์จิล ฟาน ไดค์, โจ โกเมซ และ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์

และยังไม่รวมไปถึง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ที่เพิ่งเดี้ยงจากการเล่นให้ทีมชาติสกอตแลนด์ ซึ่งต้องมาดูกันภายหลังอีกว่าจะต้องพักนานขนาดไหน

ในรายของคู่เซนเตอร์แบ็ก นั้นแทบจะปิดเทอมในซีซั่นนี้ไปแล้ว ฟาน ไดค์ เจ็บจากการเข้าปะทะกับ จอร์แดน พิคฟอร์ด ผู้รักษาประตู เอฟเวอร์ตัน ส่วน โกเมซ นั้นเจ็บเองจากการลงซ้อมให้กับทีมชาติอังกฤษ

หลังเกมที่ ลิเวอร์พูล บุกไปคว้าหนึ่งคะแนนจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาได้ เกมนั้นเป็นจุดที่ทำให้ประเด็นของการเปลี่ยนตัวผู้เล่นมันเริ่มเป็นที่พูดถึงมากขึ้น

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือทีมเจ้าถิ่น ได้ออกโรงวิจารณ์ฝ่ายจัดการแข่งขัน พรีเมียร์ลีก ถึงการเลือกใช้กฏเปลี่ยนตัวนักเตะ 3 คน ท่ามกลางสถานการณ์ไวรัส โควิด-19 ยังคงระบาดอยู่แบบนี้

change players

ทั้งๆ ที่ลีกอื่นๆ ไม่เว้นแม้แต่ฟุตบอลยุโรปอย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หรือ ยูโรปาลีก นั้นก็เปลี่ยน 5 ตัวกันหมด มีแต่ประเทศอังกฤษ ที่ใช้กฎดังกล่าว

กุนซือชาวสแปนิช จวกว่าการที่ให้สโมสรต่างๆ เปลี่ยนตัวได้แค่ 3 คนนั้นมีส่วนทำให้ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ บาดเจ็บจากเกมที่ทีมของเขาเปิดบ้านเสมอ ลิเวอร์พูล 1-1

ล่าสุด ริชาร์ด มาสเตอร์ส ประธานบริหารของ พรีเมียร์ลีก ได้ออกมายืนยันว่า กฏที่ออกมา มันก็เกิดมาจากการโหวตของตัวแทน 20 สโมสรที่เตะอยู่ในตอนนี้นั่นแหละ ซึ่งเป็นการโหวตถึง 2 ครั้งด้วยกัน เสียงข้างมากได้ลงความเห็นว่าควรเปลี่ยนได้แค่ 3 คน

เจ้าตัวเองยอมรับว่าไม่ได้รู้สึกโอเคด้วยสักเท่าไหร่ กับการที่ผลโหวตออกมาเป็นแบบนี้ เพราะไม่ว่าจะเรื่องของโปรแกรมที่เตะกันถี่ มาจนถึงการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 แต่ก็ยังยืนยันว่ากฎนี้จะยังไม่เปลี่ยนแปลงในเร็ววัน เพราะสุดท้ายแล้วมันก็มาจากการโหวตของ 20 สโมสรสมาชิก

ทางฝั่งของชาวเน็ต แน่นอนว่าหลายๆ ความเห็นก็มองว่าการเปลี่ยน 5 ตัวมันเป็นอะไรที่ดีกว่า และควรจะทำให้เหมือนกับทุกๆ ลีกที่เขาทำกัน ไม่เว้นแม้แต่แฟนบอลทีมอื่น

ซึ่งในเรื่องนี้ ถ้าถามความเห็นส่วนตัวแล้วผมเห็นด้วยครึ่งหนึ่ง และไม่เห็นด้วยครึ่งหนึ่งนะครับ เนื่องจากมันมีรายละเอียดปลีกย่อยอยู่พอสมควร

โดยผมจะนำเรื่องข้อดีสำหรับการเปลี่ยน 3 และ 5 ตัวมาฝากกัน

 

ข้อดีของการเปลี่ยน 3 ตัว

changes

– เพราะเหตุใด สโมสร 20 ทีมถึงตัดสินใจโหวตให้มีการเปลี่ยนตัวได้แค่ 3 คนตั้งแต่เปิดฤดูกาล 2020-21 เสียงข้างมากมาจากไหน

ใช่ครับ เสียงข้างมากมาจากบรรดาทีมเล็กทั้งหลาย ที่มองว่าการเปลี่ยนตัวแค่ 3 คน มันจะไม่สร้างความได้เปรียบให้กับยักษ์ใหญ่ ที่มีตัวสำรองให้เลือกใช้งานมากมาย

พวกเขาไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง เพื่อที่จะซื้อนักเตะเข้ามาเปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่นได้มากขนาดนั้น ผู้เล่นหลายรายต้องลงสนามทั้ง 38 นัด ห้ามเจ็บห้ามป่วย ต่างกับทีมใหญ่ๆ ที่แทบจะเปลี่ยนแข้งกันได้ 2 ชุดเลยทีเดียว

ซึ่งถ้าเปลี่ยนตัวได้ 5 คน ไม่ว่าจะในด้านไหน มันก็จะเป็นการยิ่งส่งเสริมให้กับทีมใหญ่ มีโอกาสชนะที่มากขึ้น เมื่อไปลองคิดตาม ก็เข้าใจนะครับ การเปลี่ยน 5 ตัว เท่ากับว่าพวกเขาสามารถเปลี่ยนตัวจริงลงเล่นได้ 5 คน ในขณะที่ทีมเล็ก พวกเขาสามารถเปลี่ยนตัวสำรองลงได้ 5 คน

เข้าใจที่ผมสื่อไหมครับ ทีมใหญ่ เปลี่ยน 5 ตัวลงมา ที่ผมบอกว่าพวกเขาเปลี่ยนตัวจริง หมายถึงว่าผู้เล่นสำรองของทีมใหญ่ มันก็ไม่ได้มีศักยภาพที่ต่างจากตัวจริงสักเท่าไหร่ แต่ที่บอกว่า ทีมเล็ก เปลี่ยนสำรองลงมา 5 คน มันหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ บางทีมคือการเปลี่ยนเอาดาวรุ่งลงมาด้วยซ้ำ

– การเปลี่ยนตัวได้ 3 คน จะทำให้เกมสนุกขึ้นอย่างแน่นอน เพราะอย่างน้อยเลยคือการแข่งขัน มันจะต้องระมัดระวังเรื่องการเปลี่ยนตัวเป็นอย่างมาก ถ้าเกิดกฎอนุญาตให้เปลี่ยน 5 ตัวได้ อย่างน้อย ถ้ามีการผิดพลาดเรื่องเปลี่ยนตัวไปสักคนสองคน ก็ยังสามารถแก้ไขในจำนวนที่เหลือได้

ผิดกับการเปลี่ยน 3 ตัว มันจะไม่สามารถกลับมาแก้ไขได้เลย หากกุนซือนั้นได้วางแท็กติกผิดพลาดกันไป มันก็ถือเป็นเสน่ห์ของฟุตบอลหนึ่งอย่าง เรื่องการเปลี่ยนตัวที่จำกัดนี่แหละ

liverpools

– การเปลี่ยนได้ 3 คนมันก็คือกฎเดิมที่ใช้กันอยู่แล้วตั้งแต่แรก ในเมื่อฟุตบอลฤดูกาลนี้ กลับมาเตะกันแบบปกติได้แล้ว แม้จะมีเรื่องของ โควิด เข้ามาเกี่ยวอยู่ก็ตาม แต่ก็ยังไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นมีคู่ไหนเลื่อนในอังกฤษ

ฉะนั้นการกลับมาใช้กฎเดิม มันก็ไม่ได้เป็นอะไรที่เสียหาย ใครจะบอกเรื่องโปรแกรมที่เตะถี่ ต้องบอกตรงนี้ว่าในทุกๆ ซีซั่น มันก็มีการเตะถี่กันแบบนี้อยู่แล้วนะครับ ในช่วงครึ่งฤดูกาลแรก การเตะฟีฟ่าเดย์ เดือนละครั้ง, ลีกคัพ เดือนละ 1 เกม ที่เหลือกลางสัปดาห์เป็น แชมเปี้ยนส์ ลีก นอกนั้นเป็นเกมลีก มันก็เตะกันแบบนี้อยู่แล้วในทุกๆ ปี

แฟนบอล ลิเวอร์พูล อาจจะบอกว่ามันต่างกันตรงที่มันเป็นการเตะต่อเนื่องจากซีซั่นที่แล้ว มาจนถึงปัจจุบัน เวลาพักมีน้อย ก็ต้องขอบอกด้วยเช่นกันว่าในบรรดาทีมใหญ่ ลิเวอร์พูล คือทีมที่ได้พักเยอะที่สุดแล้วนะครับ

พวกคุณได้แชมป์ไปตั้งแต่เกมเอาชนะ คริสตัล พาเลซ 4-0 เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน หลังจากนั้นโปรแกรมอื่นๆ พวกคุณก็ไม่มี คุณสามารถพักนักเตะตัวหลักได้เรื่อยๆ เลย แต่คุณไม่ทำกันเอง

และในช่วงที่พัก 1 เดือน คุณก็ได้พักเยอะกว่า เชลซี, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส, อาร์เซน่อล หรือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เสียอีก ทีมเหล่านั้นยังมีโปรแกรมทั้ง เอฟเอ คัพ และบอลยุโรปรออยู่

แถมก่อนหน้านั้น ก็ได้พักันถึง 3 เดือนในช่วงล็อกดาวน์ เป็นช่วงเวลาการพักที่น่าจะนานที่สุดเลยด้วยซ้ำ สำหรับนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ ที่มีภารกิจทีมชาติด้วย

ลิเวอร์พูล เป็นทีมที่ได้พักเยอะกว่ายักษ์ใหญ่หลายๆ ทีม แต่กลับกลายเป็นว่าพวกเขาเจอปัญหาอาการบาดเจ็บเล่นงานเยอะที่สุด มันคงไม่ใช่เรื่องการเปลี่ยน 5 ตัวแล้วล่ะครับ

 

ข้อดีสำหรับการเปลี่ยน 5 ตัว

good change

– การจะบอกว่าเปลี่ยน 5 ตัว ข้อดีคือจะไม่ทำให้นักเตะบาดเจ็บ เรื่องนี้มันไม่ใช่เลยนะครับ และมันก็ไม่ได้เกี่ยวกันด้วย เพราะสุดท้ายแล้ว การส่งผู้เล่นลงสนาม มันเป็นหน้าที่การตัดสินใจของโค้ช

ถ้าเปลี่ยน 5 ตัวตั้งแต่เริ่มฤดูกาล มีใครกล้าท้าบ้างว่า เทรนท์ จะไม่เจ็บ มันไม่มีมูลเลย ในเมื่อ เจอร์เก้น คล็อปป์ ส่งนักเตะอย่าง เทรนท์ ลงสนามอยู่ตลอด แทบไม่โดนเปลี่ยนออก ความเสี่ยงที่จะเจออาการบาดเจ็บเล่นงาน มันมีอยู่แล้ว

แต่ที่แน่นอนคือการเปลี่ยนตัว 5 คน มันมีส่วนช่วยให้นักเตะนั้นได้พักมากขึ้นจริงนะครับ แต่สุดท้ายมันก็อยู่ที่โค้ช ว่าเขาจะเลือกเปลี่ยนคนไหน เลือกพักคนไหนให้สภาพสมบูรณ์

ถ้าเป็นทีมที่เน้นการโรเตชั่นนักเตะลงสนามอยู่เป็นประจำ การเปลี่ยน 5 คนในเกม มันก็เป็นอะไรที่ได้ประโยชน์สำหรับพวกเขา

แต่ด้วยสไตล์การทำทีมของ คล็อปป์ เราเห็นกันอยู่ตลอดว่าเขาไม่ได้เป็นพวกชอบพักตัวหลัก 2 ซึซั่นที่ผ่านมา เทรนท์ แทบจะไม่ได้รับการเปลี่ยนตัว เวอร์จิล ฟาน ไดค์ ยิ่งแล้วใหญ่ ได้ลงสนามแทบจะทุกเกม

3 ประสานแดนหน้าอย่าง โมฮาเหม็ด ซาล่าห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ และ ซาดิโอ มาเน่ ก็ลงเล่นพร้อมกันตลอด ไม่เว้นแม้แต่เกมที่ไม่มีผลอะไรกับพวกเขาด้วยซ้ำ

ฉะนั้นจะเอาเรื่อง เทรนท์ เจ็บ เพราะไม่ได้เปลี่ยน 5 ตัวมาเป็นข้ออ้างไม่ได้ แต่ถ้าอยากจะรณรงค์ให้มีการเปลี่ยน 5 ตัว อันนี้เห็นด้วย

– ข้อดีของพวกทีมใหญ่ เวลาที่เปลี่ยนได้ 5 คน คือไม่ว่าสถานการณ์ใดๆ พวกเขาก็จะสามารถทำให้การเปลี่ยนตัวมาเปลี่ยนเกมได้ ซึ่งเราก็จะได้เห็นนักเตะฟิตๆ ลงสนามกันมากขึ้น

และเมื่อไหร่ก็ตาม ที่นักเตะมีความฟิต ลงสนามเข้ามาเพิ่มได้มาก ก็จะทำให้ทีมมีการเปลี่ยนแปลงในรูปเกมที่มากเช่นกัน ทั้งสองอย่างพูดภายใต้การมองข้ามความเสียเปรียบของทีมเล็กไปนะครับ

เกมรับก็ด้วยนะครับ ถ้าหากทีมที่นำอยู่ ต้องการจะปิดเกม พวกเขาก็สามารถทำได้ง่ายขึ้น การเพิ่มตัวรับลงไปมากกว่าเดิมอีกหลายๆ ตัวก็อาจจะเป็นส่วนช่วยให้ทีมนั้นเสียประตูได้ยากขึ้น

แต่มาจนถึงปัจจุบัน เท่าที่ดูมา ยังไม่มีทีมใหญ่ทีมไหนนะครับ ที่พอเวลาเกมขาดแล้ว ใช้โควต้าที่เหลือใส่ผู้เล่นเกมรับลงสนามมาทั้งหมด เพื่ออุดประตู

– การเปลี่ยนได้ 5 ตัว แฟนบอลอย่างเราก็จะได้เปรียบขึ้นมาหน่อย ตรงที่เราก็จะได้เห็นนักเตะลงสนามเพิ่มกันมาขึ้นด้วยเช่นกัน ผู้เล่นบางรายเอาง่ายๆ อย่างเช่นแฟนบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คงจะได้เห็นฟอร์มของ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค มากกว่านี้ ถ้ามีการเปลี่ยนตัวได้ 5 คน

good think

สิ่งที่มันเป็นข้อดี ก็อาจจะเป็นไปได้ว่ามันจะช่วยเอนเตอร์เทนแฟนบอล ที่ต้องนั่งชมอยู่แต่ในบ้าน ไม่สามารถไปนั่งเชียร์ที่สนามได้ ก็ถือว่าจะเป็นของสมนาคุณในช่วงนี้ไป

สุดท้ายแล้วการเปลี่ยนตัวทั้งสองแบบ มันมีข้อดีทั้งหมดล่ะครับ ด้วยสถานการณ์อย่างนี้ ผมเห็นด้วยว่าควรจะเปลี่ยนตัวไป 5 คนก่อน ให้มันเหมือนกับชาวบ้านเขา

แต่ถ้าจะมาอ้างว่าการเปลี่ยน 3 คนเป็นเหตุให้นักเตะทั้งหลายนั้นบาดเจ็บ บอกเลยว่าฟังไม่ขึ้น คุณไม่สามารถเอาเรื่องนี้มาเป็นข้อต่อรองได้ เพราะนักเตะของคุณที่เจ็บ ต่อให้เปลี่ยน 5 ตัว พวกคุณก็ไม่กล้าดรอปอยู่ดี

ยกตัวอย่างกันง่ายๆ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง พวกเขาสามารถเปลี่ยนได้ 5 ตัวเช่นกัน แต่ตัวบาดเจ็บของพวกเขาก็เป็น 10 เลยในตอนนี้ มันสามารถเอามาอ้างได้ไหมล่ะ?

มันไม่มีอะไรหรอกครับ สิ่งที่เกิดขึ้นกับ ลิเวอร์พูล มันก็คือความ “ซวย” ที่เกิดขึ้นเท่านั้น มันคงเป็นบทพิสูจน์ว่าพวกเขาดีพอที่จะป้องกันแชมป์ได้หรือไม่ เพราะการป้องกันแชมป์มันยากเสมอ

ความซวยแบบนี้มันเกิดขึ้นได้กับทุกๆ ทีมล่ะครับ ไม่เชื่อไปถาม อาร์เซน่อล กับ อาร์แซน เวนเกอร์ ได้